บทที่ 1 เราหย่ากันเถอะ
ในระหว่างที่อัญชนีกำลังเดินเลือกหยิบสินค้าอยู่ภายในร้านซูเปอร์มาร์เก็ต กานต์พิชชาซึ่งเป็นแม่ของสามีก็ได้โทรศัพท์เข้ามาหาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เธอจ้องมองหมายเลขที่โทรเข้ามาแล้วหยุดนิ่งงันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ยกมือกดรับสายขึ้น "แม่คะ..."
“แค่ไปซื้อของทำไมมันชักช้านัก รีบไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เพียงแค่พูดจบประโยคเท่านั้น กานต์พิชชาก็วางหูโทรศัพท์ลงในทันทีทันใด โดยไม่เปิดช่องให้อัญชนีได้มีโอกาสเอ่ยปากพูดอะไรตอบกลับไปได้เลยแม้แต่คำเดียว
อัญชนีจึงจำเป็นต้องหยุดเดินเลือกซื้อสินค้าแล้วรีบเร่งเก็บของเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านโดยเร็ว
เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นได้เพียงชั่วครู่ ยังไม่ทันได้ถอดเปลี่ยนรองเท้าด้วยซ้ำ กานต์พิชชาก็คว้ากล่องเครื่องประดับขึ้นมาแล้วขว้างปาใส่ตัวเธออย่างจัง “นังสารเลว ฉันไม่นึกเลยว่าแกจะกล้าแม้กระทั่งขโมยของของฉัน บอกมานะ สร้อยมรกตมูลค่ากว่าสิบล้านของฉัน แกเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน!”
“หนูไม่ได้เห็น และก็ไม่ได้ขโมยค่ะ”
“ยังจะกล้าเถียงอีกเหรอ? ในบ้านหลังนี้ก็มีแต่แกที่เป็นคนจนมาจากบ้านนอก ไม่ใช่แกขโมยแล้วจะเป็นใครขโมย ตระกูลคุณากรวงศ์ของฉันไปแต่งเอาของโสโครกแบบแกเข้ามาได้ยังไงกัน?”
อัญชนีก้มหน้าไม่พูดอะไร
เธอรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่ากานต์พิชชานั้นมองเธอแบบดูถูกเหยียดหยามมาโดยตลอด เธอใช้ชีวิตแต่งงานอยู่ร่วมกับภวัตมาเป็นระยะเวลาถึงสามปีแล้ว
ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา กานต์พิชชาก็คอยหาเรื่องราวมาจับผิดเธออยู่ไม่เคยหยุด
ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอว่ากล่าว หรือกล่าวหาใส่ความป้ายสีเธอ รวมไปถึงพูดจาเหยียดหยามดูถูกเธอในทุกแง่มุมเท่าที่จะคิดขึ้นมาได้
ในช่วงแรกเธอยังพอมีแรงใจที่จะลุกขึ้นมาพูดแก้ตัวแก้ต่างให้กับตัวเองได้บ้าง แต่บัดนี้เธอกลับรู้สึกไม่อยากเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีกต่อไปแล้ว
เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามอธิบายหรือชี้แจงออกไปด้วยวิธีใดก็ตาม กานต์พิชชาก็ยิ่งจะแสดงอาการโกรธและโมโหฉุนเฉียวมากขึ้นไปอีก
สู้อดทนรอให้ท่านด่าว่ากล่าวจนกระทั่งหายสะใจแล้วค่อยหลบออกไปเสียดีกว่
ใครเลยจะไปคาดคิดได้ว่าครั้งนี้กานต์พิชชาจะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ เหมือนอย่างที่เคย ท่านยกมือชี้นิ้วจิ้มลงไปที่หน้าผากของเธออย่างแรง “อย่าคิดว่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนแล้วเรื่องนี้จะจบไปง่ายๆ นะ ฉันจะบอกอะไรให้ ฉันโทรหาภวัตแล้ว วันนี้แกต้องให้คำตอบฉันมา ไม่เอาสร้อยคอมาคืน ก็ไสหัวออกจากตระกูลคุณากรวงศ์ไปซะ!”
อัญชนียังคงนิ่งเงียบ
เธอรู้ดีว่าสร้อยเส้นนั้นกานต์พิชชาคงเป็นคนแอบซ่อนเอาไว้เองแล้วก็สร้างเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นมาปั้นแต่งเอาเอง ก็เพื่อบีบให้เธอไปจากที่นี่เท่านั้น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ภวัตก็เดินเข้ามาในบ้าน
อัญชนีเผลอส่งสายตามองไปที่เขาโดยไม่รู้ตัว ร่างกายสูงโปร่งดูสง่างาม เสื้อสูทที่สั่งตัดเป็นพิเศษพาดทอดอยู่บนแขนอย่างสบาย ๆ
และบนเสื้อสูทนั้นก็มีกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงโชยฟุ้งออกมาอย่างจาง ๆ ซึ่งเป็นกลิ่นที่เธอคุ้นจมูกเป็นอย่างดี
กานต์พิชชารีบเดินเข้าไปหา “ภวัต ลูกรีบหย่ากับมันซะ ตระกูลคุณากรวงศ์ของเราไม่ต้องการของสกปรกแบบนี้ เมื่อก่อนก็ขโมยผู้ชาย ตอนนี้ก็มาขโมยของ ใครจะไปรู้ว่าต่อไปมันจะขโมยอะไรอีก”
“ผมทราบแล้วครับ คุณแม่กลับไปก่อนเถอะครับ”
ใบหน้าที่เย็นชาเป็นปกติของภวัตนั้นไม่มีอารมณ์ใด ๆ แสดงออกมาให้เห็นเลย
เขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอัญชนี แล้วยื่นเอกสารฉบับหนึ่งส่งให้เธอ "เธอดูก่อนเลย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นชื่อได้เลย"
บนหน้าปกของเอกสารนั้น มีตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนว่า หนังสือสัญญาหย่า
อัญชนีไม่ได้ยื่นมือรับเอกสารนั้น เธอเงยหน้ามองตรงไปที่เขา เสียงสั่นเครือเล็กน้อย "คุณก็คิดว่าเป็นฉันที่ขโมยไปเหรอคะ?"
"เธอจะขโมยหรือเปล่านั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว ฉันจะไม่ติดใจเอาความ แค่เธอเซ็นชื่อลงไปก็พอ"
น้ำเสียงเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ สรุปแล้วก็คือเขาก็ไม่ได้เชื่อใจเธออยู่ดีเหมือนกัน
เธอมองดูเขาโยนหนังสือสัญญาหย่าทิ้งลงบนโต๊ะน้ำชาแล้วเตรียมตัวจะหันเดินขึ้นไปยังชั้นบน เธอจึงเอ่ยปากถามเสียงเบา “แพรวากลับมาแล้วใช่ไหมคะ?”
ภวัตหันกลับมามองเธอเพียงชั่วแวบหนึ่ง น้ำเสียงทุ้มนุ่มของเขาเจือปนไปด้วยความรำคาญใจ “อัญชนี ทำไมเราถึงได้แต่งงานกัน เธอน่าจะรู้ดีกว่าใคร ฉันขอเตือนเธอว่าอย่าทำให้เรื่องมันน่าเกลียดไปกว่านี้เลย”
อัญชนีหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ใช่แล้ว เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ
เมื่อสามปีก่อน คุณย่าของตระกูลคุณากรวงศ์ล้มป่วยหนัก ท่านอยากจะได้เห็นภวัตผู้เป็นหลานชายแต่งงานมีคู่ครองก่อนที่ท่านจะหมดลมหายใจจากไป
ในตอนนั้น คนที่ควรจะได้รับเลือกให้มาแต่งงานเข้าสู่ตระกูลคุณากรวงศ์นั้นคือแพรวา แพรวาเป็นเพื่อนเล่นของภวัตมาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งคู่ต่างก็มีใจให้แก่กัน ๆ
แต่พอใกล้จะถึงวันแต่งงาน แพรวากลับถูกตรวจพบว่าเธอไม่ได้เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของครอบครัว ของตระกูลพิมล แต่ถูกสลับตัวมากับอัญชนีซึ่งเกิดในวันเดียวกันที่โรงพยาบาลแห่งเดียวกันในวันนั้น
คุณปู่พิมลจึงต้องรีบตามหาตัวกันอย่างวุ่นวาย จนในที่สุดก็ได้พบกับตัวอัญชนี คุณหนูตัวจริงของตระกูลที่ต้องไปใช้ชีวิตอย่างลำบากยากแค้นอยู่ต่างจังหวัด
ดังนั้น คนที่ต้องแต่งงานเข้าสู่ตระกูลคุณากรวงศ์จึงเปลี่ยนมาเป็นอัญชนีไปโดยปริยาย
แพรวาไม่ยอมรับความจริงนั้น จึงคิดหาทางใส่ร้ายป้ายสีอัญชนีเพื่อทำลายงานแต่งงานของทั้งคู่
โดยในวันแต่งงานเธอได้สร้างสถานการณ์ขึ้นมาฉากหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคือตัวเธอเองที่พลัดตกบันไดจนขาหัก และถูกส่งไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ
เรื่องราวนี้กลายเป็นข่าวครึกโครมในช่วงนั้น และสังคมแห่งนี้ก็มักจะเอนเอียงเข้าข้างและเห็นใจผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
ทุกคนจึงพากันมองว่าอัญชนีคือนางร้ายใจพิษที่คอยแย่งชิงคนรักของผู้อื่น กานต์พิชชาถึงขั้นด่าทอว่าเธอเป็นคนขโมยผู้ชายของคนอื่น
ภวัตไม่อยากแม้แต่จะเหลียวมองหน้าเธอ และไม่เคยแตะต้องตัวเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
แม้แต่พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอเองก็ยังมองว่าเธอเป็นคนใจแข็งโหดเหี้ยมไร้ความปราณี
เพราะในสายตาของทุกคนนั้น แพรวาเป็นคนที่ทั้งอ่อนโยน อ่อนหวาน และเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถ
ส่วนอัญชนีนั้น เป็นเพียงผู้หญิงใจโหดอำมหิตไร้หัวใจที่มาจากต่างจังหวัดบ้านนอก
ความจริงแล้วคนอื่นจะมองเธออย่างไรเธอไม่เคยใส่ใจ สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมีเพียงภวัตคนเดียวเท่านั้น
เธออดทนต่อคำด่าทอสารพัดจากกานต์พิชชา ดูแลเรื่องอาหารการกิน และความเป็นอยู่ของภวัตอย่างเต็มที่ไม่เคยบกพร่อง
คอยปกป้องดูแลบ้านหลังนี้ และเคยคิดอย่างบริสุทธิ์ใจว่าสักวันหนึ่งความรักของเธอจะสามารถละลายหัวใจที่เย็นชาของเขาลงได้
แต่เธอคิดผิดไป คนบางคนนั้นไม่มีหัวใจอยู่แต่แรกแล้ว
ชีวิตแต่งงานที่ปราศจากทั้งความรัก และความใกล้ชิดฉันท์สามีภรรยามันช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก เธอไม่มีแรงใจที่จะอดทนต่อไปได้อีกแล้ว
แต่ทำไมกันล่ะ? พวกเขาอยากให้เธอแต่งงานเธอก็ต้องแต่ง อยากให้เธอออกไปเธอก็ต้องไปอย่างนั้นเชียวหรือ?
อัญชนีเดินตรงไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา "จะให้ฉันยอมเซ็นหย่าก็ได้ แต่คุณต้องนอนด้วยกันกับฉันหนึ่งคืน แล้วฉันจะเซ็นชื่อให้"
ภวัตที่กำลังคลายเนกไทอยู่นึกว่าตัวเองหูฝาดไป สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจ “อัญชนี คำพูดแบบนี้เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไง เธอยังรู้จักคำว่ายางอายอยู่บ้างไหม?”
“ยางอายเหรอคะ?” อัญชนีแค่นเสียงหัวเราะ “ถ้าการทำหน้าที่ภรรยากับสามีของตัวเองเรียกว่าไร้ยางอาย แล้วการที่บางคนรู้ทั้งรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้วแต่ก็ยังจะไปเป็นมือที่สาม หรือบางคนที่นอกใจคู่สมรสตัวเองล่ะคะ จะเรียกว่าอะไร?”
“อัญชนี!”
“นี่เป็นเงื่อนไขเดียวที่ฉันจะยอมหย่า!” อัญชนีพูดแทรกขึ้นมาเสียงดัง เธอสาวเท้าเข้าไปกระชากเนกไทของเขา ในแววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและท้าทาย “ยังไงคะ ท่านประธานไม่ยอมตกลง เป็นเพราะไม่เต็มใจ? หรือเป็นเพราะว่า... ท่านประธาน ‘ทำไม่ได้’ กันแน่?”
ภวัตถูกยั่วโมโหจนเดือดดาลในทันที
"ฉันทำไม่ได้งั้นเหรอ? งั้นฉันจะพิสูจน์ให้เธอเห็นกับตาเดี๋ยวนี้เลยแหละ ว่าฉันทำได้หรือทำไม่ได้!"
เขาคว้าท้ายทอยของเธอไว้ แล้วบดขยี้ริมฝีปากลงไปอย่างดุเดือด
อัญชนีก็จูบตอบกลับไปอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน
เขาไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย เหวี่ยงเธอลงบนเตียง กระชากเสื้อเชิ้ตของเธอจนขาด แล้วใช้มือลูบไล้ไปทั่วร่างของเธออย่างรุนแรง
อัญชนีไม่เคยถูกใครสัมผัสแบบนี้มาก่อน ร่างกายของเธอจึงเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาทันที
ภวัตแค่นหัวเราะ “แฉะขนาดนี้แล้ว เธออยากได้ผู้ชายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
พูดจบ เขาก็กระแทกกายเข้าไปอย่างแรง
ไม่รอให้เธอได้ปรับตัว เขาก็เริ่มขยับเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรง
อัญชนีอยากจะด่าเขา แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมากลับกลายเป็นเสียงครางหวานหูไม่ขาดสาย
ภวัตไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ร่างกายของเธอราวกับถูกสร้างมาเพื่อขนาดของเขาโดยเฉพาะ จนทำให้เขาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ต้องการครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งฟ้าสางถึงได้ยอมปล่อยเธอไป
อัญชนีมองดูเขาตอนที่หลับใหล
ตอนที่เขาหลับ เขาดูไม่เย็นชาและโหดร้ายเหมือนเคย โครงหน้าของเขามีมิติคมชัด ดูดีมาก
เธอเคยหลงใหลในใบหน้านี้ของเขามาก แต่เมื่อมองดูตอนนี้ เธอกลับรู้สึกว่าไม่ได้ชอบเขามากเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เธอเก็บกระเป๋าเดินทางของตัวเองอย่างเงียบ ๆ ไม่มีเสียง
เมื่อภวัตตื่นขึ้นมา ก็ไม่พบร่างของเธออยู่ข้างกายแล้ว มีเพียงหนังสือสัญญาหย่าที่หัวเตียงซึ่งเธอได้เซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว
ในช่องเหตุผลการหย่านั้น มีข้อความที่เธอเขียนด้วยลายมือของตัวเองไว้เพียงหนึ่งบรรทัดว่า ฝ่ายชายสมรรถภาพทางเพศเสื่อม ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของสามีได้
ใบหน้าหล่อเหลาของภวัตดำคล้ำลงทันที
ผู้หญิงเฮงซวย!
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาเธอ แต่... หมายเลขของเธอนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีกต่อไปแล้ว...
